ตำรวจภูธรภาค 1 จับเครือข่าย “นักบิน หนองแค” ยึดยาไอซ์ 284 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท รวบผู้ต้องหา 5 คน
ตำรวจภูธรภาค 1 เปิดปฏิบัติการจับกุมเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญ “นักบิน หนองแค” หลังสืบสวนติดตามรถยนต์ที่ใช้ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเข้าสู่ภาคกลาง ก่อนจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 คน ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 พร้อมตรวจยึด ยาไอซ์น้ำหนักประมาณ 284 กิโลกรัม รถยนต์ 2 คัน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 เครื่อง โดยตำรวจประเมินว่าหากยาเสพติดถูกนำออกจำหน่ายจะมีมูลค่ากว่า 90 ล้านบาท
การปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการภายใต้นโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระเร่งด่วนและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเน้นการปราบปรามผู้ผลิต ผู้ค้า และเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง การสกัดกั้นยาเสพติด ตลอดจนการติดตามยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปราบปราม
การดำเนินงานอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พลตำรวจเอก อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พลตำรวจโท กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ในส่วนของ ตำรวจภูธรภาค 1 มี พลตำรวจโท นราเดช ทิพย์รักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วยรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้แก่ พลตำรวจตรี พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พลตำรวจตรี อรรถพล อนุสิทธิ์, พลตำรวจตรี สถาพร เอมโอษฐ์, พลตำรวจตรี วิชิต บุญชีนวุฒิกุล, พลตำรวจตรี กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน และ พลตำรวจตรี สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ร่วมกำกับดูแลการดำเนินงาน
นอกจากนี้ ยังมี สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 1 โดย นายกฤติพงศ์ บุญผา ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส. ภาค 1, กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 โดย พลตำรวจตรี ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 และ ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย พลตำรวจตรี เขมพัทธ์ โพธิพิทักษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ พันตำรวจเอก ชรินทร์ บัวเผื่อนหอม ผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าร่วมปฏิบัติการ
รายชื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและจับกุม ได้แก่ พันตำรวจเอก วิศิษฎ์ มะอักษร รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดตามที่ระบุในต้นฉบับ, พันตำรวจเอก พุฒิพงศ์ อินธาระ ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1, พันตำรวจเอก รูญโรจน์ สุขไทย ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1, พันตำรวจโท ภูเมธ วชิรภัทรสิริ รองผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, พันตำรวจโท ปรัชญ์ อุปริกชาติพงษ์ รองผู้กำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1, พันตำรวจโท ภานุวัฒน์ กาละศรี รองผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1, พันตำรวจโท ชยากร บุญมา รองผู้กำกับการ ซึ่งช่วยราชการกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 และ พันตำรวจโท สมพร ลอยกระโทก สารวัตรกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1
สืบพบรถนำสำรวจเส้นทาง ก่อนติดตามจับรถขนยาไอซ์
จากการสืบสวนหาข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรภาค 1 พบข้อมูลว่า นายอดุลศักดิ์ฯ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายเลข 3 มีพฤติการณ์ใช้รถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ หมายเลขทะเบียน ผก 4215 สระบุรี ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อนำเข้าสู่พื้นที่ภาคกลาง
เจ้าหน้าที่จึงติดตามความเคลื่อนไหวของรถคันดังกล่าว จนเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 23.00 น. พบรถเดินทางเข้าไปในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนมุ่งหน้ากลับเข้าสู่ภาคกลาง จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า รถกระบะคันดังกล่าวทำหน้าที่ขับนำเพื่อสำรวจเส้นทางให้รถยนต์อีกคันที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด ซึ่งเป็นรถยนต์อีซูซุ รุ่น MU-X
เจ้าหน้าที่จึงวางแผนติดตามรถทั้งสองคัน และเข้าจับกุมรถยนต์อีซูซุ MU-X ซึ่งมี นายธนบดีฯ เป็นผู้ขับ และ นายธนพงศ์ฯ เป็นผู้โดยสาร ได้บริเวณริมถนนพหลโยธิน ทางหลวงหมายเลข 1 ฝั่งมุ่งหน้าจังหวัดนครสวรรค์ ในพื้นที่ตำบลย่านมัทรี อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 05.54 น.
จากการตรวจค้นรถ เจ้าหน้าที่พบยาไอซ์น้ำหนักประมาณ 284 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในรถ จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลางและควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองราย
จับรถนำสำรวจเส้นทางได้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ต่อมา เจ้าหน้าที่ติดตามรถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ ซึ่งใช้ขับนำสำรวจเส้นทาง โดยมี นายอดุลศักดิ์ฯ เป็นผู้ขับ และมีผู้โดยสารอีก 2 คน คือ นายปฐมพงษ์ฯ และ นายสมัยฯ ก่อนเข้าจับกุมได้บริเวณถนนสายเอเชีย ทางหลวงหมายเลข 32 ฝั่งมุ่งหน้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ตำบลท่าตอ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 06.50 น.
จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายาไอซ์ของกลางถูกลำเลียงมาจากพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน แล้วส่งต่อให้กลุ่มผู้ต้องหาในจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อขนส่งต่อไปยังผู้รับในจังหวัดชัยนาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน พร้อมตรวจยึดของกลาง และนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพยุหะคีรี ตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ผู้ต้องหา 5 คน พร้อมของกลางยาไอซ์ 284 กิโลกรัม
เจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้ต้องหาทั้ง 5 คนมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียง การนั่งโดยสารในรถขนยาเสพติด และการขับรถนำสำรวจเส้นทาง โดยมีข้อมูลเบื้องต้นดังนี้
- นายธนบดีฯ ทำหน้าที่ขับรถลำเลียงยาเสพติด มีภูมิลำเนาในอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี
- นายธนพงศ์ฯ อายุ 27 ปี นั่งโดยสารมากับรถลำเลียงยาเสพติด มีภูมิลำเนาในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี
- นายอดุลศักดิ์ฯ อายุ 44 ปี ทำหน้าที่ขับรถนำเพื่อสำรวจเส้นทาง มีภูมิลำเนาในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
- นายปฐมพงษ์ฯ อายุ 21 ปี นั่งโดยสารในรถนำสำรวจเส้นทาง มีภูมิลำเนาในอำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- นายสมัยฯ อายุ 38 ปี นั่งโดยสารในรถนำสำรวจเส้นทาง มีภูมิลำเนาในอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม
ของกลางที่ตรวจยึดประกอบด้วย
- ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือยาไอซ์ น้ำหนักประมาณ 284 กิโลกรัม
- รถยนต์อีซูซุ รุ่น MU-X ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าใช้ลำเลียงยาเสพติด
- รถกระบะอีซูซุ รุ่นดีแมคซ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าใช้ขับนำเพื่อสำรวจเส้นทาง
- โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 5 เครื่อง
ตำรวจประเมินว่าหากยาไอซ์ทั้งหมดถูกนำออกจำหน่ายในตลาด จะมีมูลค่ากว่า 90 ล้านบาท การจับกุมครั้งนี้จึงเป็นการสกัดกั้นยาเสพติดปริมาณมากไม่ให้แพร่กระจายไปสู่
แจ้งข้อกล่าวหาและเตรียมขยายผลเครือข่าย
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาว่า ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 โดยระบุถึงมาตรา 145 ทั้งนี้ รายละเอียดข้อกล่าวหาและอัตราโทษต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงในสำนวนและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ตำรวจภูธรภาค 1 ระบุว่าจะขยายผลการสืบสวนไปยังกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะพิจารณาใช้กฎหมายเกี่ยวกับการสมคบ การสนับสนุนหรือช่วยเหลือ การฟอกเงิน และการยึดทรัพย์สินตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ขอประชาชนแจ้งเบาะแสยาเสพติด
ตำรวจภูธรภาค 1 ขอความร่วมมือประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เนื่องจากเป็นภัยต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และสังคม พร้อมขอให้แจ้งเบาะแสหากพบเห็นบุคคล สถานที่ หรือยานพาหนะต้องสงสัย หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดด้านยาเสพติด
ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรศัพท์สายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำข้อมูลไปใช้ในการสืบสวน ขยายผล และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย








