กองทุน​ ววน. (สกสว.-บพข.)-ม.รามคำแหง ร่วมกับ AEN​ เปิดเส้นทาง “Nature Positive Tour” ชุมพร นักท่องเที่ยวลงมือฟื้นฟูทะเล เก็บ eDNA สร้างข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ

Reading Time: 3 minutes

ม.รามคำแหง–สกสว.–บพข. จับมือ AEN ดัน “Nature Positive Tour” ชุมพร สู่ต้นแบบท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง

Nature Positive Tour

     กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและวัตกรรม โดย สกสว. และ บพข. ร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง สมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย หรือ AEN และเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดชุมพร เปิดตัว “Nature Positive Tour” โปรแกรมท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก 3 วัน 2 คืน ที่บ้านท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร ดึงนักท่องเที่ยวร่วมสร้างบ้านปลา เก็บขยะชายหาด ดำน้ำอย่างรับผิดชอบ และเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อศึกษาดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม หรือ eDNA เชื่อมงานวิจัย วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และ Carbon Neutral Tourism สู่ต้นแบบ Regenerative Tourism

     ชุมพร – กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กองทุน ววน. โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) โดยคณาจารย์ นักวิชาการ และนักวิจัยจาก ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมถึง สมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย (Association of Asia Ecotourism Network: AEN) และเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดชุมพร เปิดตัวโปรแกรม “Nature Positive Tour” การท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก ระหว่างวันที่ 7–9 สิงหาคม 2569 ณ บ้านท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชนจากแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Tourism ไปสู่ การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกกลับคืนสู่ธรรมชาติ ชุมชน และระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

     จุดเด่นของโปรแกรมคือการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงผู้เดินทางมาชมธรรมชาติ แต่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศจริง ทั้งการสร้างและจัดวาง “บ้านปลา” การดำน้ำตื้นอย่างรับผิดชอบ การเรียนรู้การอนุรักษ์เต่าทะเล การเก็บขยะชายหาด การเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง และที่สำคัญคือการ เก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อศึกษาดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental DNA (eDNA) ในรูปแบบ วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science)

     ผู้จัดกิจกรรมระบุว่า การนำการเก็บตัวอย่าง eDNA โดยนักท่องเที่ยวและชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในครั้งนี้ ถือเป็น ครั้งแรกของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ว่าการท่องเที่ยวสามารถเชื่อมโยงกับงานวิจัยและการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างไร

จาก Sustainable Tourism สู่ Regenerative Tourism

     ผศ. สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ด้านการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ประธานคณะทำงานกลั่นกรองแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และกรรมการและเลขานุการคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า แนวคิด Nature Positive ไม่ได้หมายถึงเพียงการทำกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบ การปกป้องธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ การฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้มาเยือนและพฤติกรรมของผู้คน

     เป้าหมายสำคัญคือการมีส่วนร่วมในการหยุดยั้งและพลิกฟื้นการสูญเสียธรรมชาติ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยบ้านท้องตมใหญ่ถูกใช้เป็นพื้นที่นำแนวคิดดังกล่าวจากระดับนโยบายและงานวิจัยมาสู่การปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่การลดขยะ การเลือกบริโภคอย่างรับผิดชอบ การไม่รบกวนสิ่งมีชีวิตขณะดำน้ำ การฟื้นฟูแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ ไปจนถึงการร่วมสร้างข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่

     แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ กองทุน ววน. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ Science, Research and Innovation (SRI) มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมขยายโอกาสให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาประเทศ

จากคุมาโมโตะสู่ชุมพร เปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกสู่การปฏิบัติจริง

     นายนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น ผู้ก่อตั้ง trekking THAI และอุปนายก สมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย (Association of Asia Ecotourism Network: AEN) ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนแนวคิดจาก Global Nature Positive Summit 2026 ที่เมืองคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น และ The Kumamoto Declaration เพื่อนำแนวคิด Nature Positive มาประยุกต์ใช้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทย

     ทั้งนี้ Global Nature Positive Summit 2026 จัดขึ้นที่เมืองคุมาโมโตะ ระหว่างวันที่ 14–16 กรกฎาคม 2569 และมีการประกาศ Kumamoto Declaration ซึ่งมุ่งเร่งการดำเนินงานเพื่อหยุดและพลิกฟื้นการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030 โดยอ้างอิงฐานปี 2020 และเชื่อมโยงกับเป้าหมายของ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework (KMGBF)

     นายนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญคือการทำให้แนวคิด Nature Positive ไม่หยุดอยู่เพียงในเวทีระดับโลก แต่สามารถแปลงเป็นกิจกรรมที่ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวเข้าใจและมีส่วนร่วมได้จริง ตั้งแต่การลดขยะ การเลือกบริโภคอย่างรับผิดชอบ การดำน้ำโดยไม่ทำลายระบบนิเวศ การฟื้นฟูแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ การติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนเจ้าของพื้นที่

     การทดลอง Nature Positive Tour ที่บ้านท้องตมใหญ่จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการค้นหารูปแบบ Nature Positive Tourism ในบริบทประเทศไทย และศึกษาว่าแนวทางดังกล่าวจะสามารถขยายผลไปยังชุมชนท่องเที่ยวอื่นได้อย่างไร

เมื่องานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการ สู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวจริง

     ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร. ธรรมศักดิ์ ยีมินรองศาสตราจารย์ ดร. มาฆมาส สุทธาชีพผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิชิน สืบปาละดร. สิทธิพร เพ็งสกุล และคณะนักวิจัยจาก กลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำองค์ความรู้จากงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การท่องเที่ยวทางทะเล การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS) และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว

     งานวิจัยที่นำมาประยุกต์ประกอบด้วย โครงการการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการสนับสนุนด้านเทคนิคเพื่อเสริมสร้างและบูรณาการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประเทศไทย รวมถึง โครงการการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางทะเลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์บนเกาะในอ่าวไทย และ โครงการการยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ระยะที่ 2 (Together NZT Phase 2) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกสว. บพข. และสำนักงานสนับสนุนและเร่งรัดผลสัมฤทธิ์การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.

     การออกแบบกิจกรรมจึงเชื่อมโยงแนวคิด Biodiversity Conservation, Ecosystem Restoration, Carbon Neutral Tourism (CNT), Citizen Science และ Regenerative Tourism ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้และลงมือทำได้จริง

eDNA เปลี่ยนนักท่องเที่ยวเป็น Citizen Scientist

    ไฮไลต์สำคัญของ Nature Positive Tour คือการให้นักท่องเที่ยวและชุมชนร่วม เก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อนำไปวิเคราะห์ eDNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่หลงเหลืออยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำหรือดิน การวิเคราะห์ตัวอย่างดังกล่าวสามารถใช้ตรวจสอบชนิดและการกระจายของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องจับหรือสังเกตสิ่งมีชีวิตโดยตรง

    กระบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงกับองค์ความรู้จาก ANEMONE (All Nippon eDNA Monitoring Network) เครือข่ายการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพด้วย eDNA ของญี่ปุ่น ซึ่งมี มหาวิทยาลัยโทโฮคุ (Tohoku University) เป็นแกนสำคัญ และเปิดให้ภาควิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ

     หัวใจของการเก็บตัวอย่างคือการรักษามาตรฐานตั้งแต่การเก็บน้ำ การบันทึกข้อมูลพื้นที่ การกรองตัวอย่าง การรักษาสภาพตัวอย่าง และการป้องกันการปนเปื้อน เพื่อให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้เปรียบเทียบระหว่างพื้นที่หรือช่วงเวลาได้

    แนวทางดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ชมธรรมชาติ” ไปสู่ Citizen Scientist หรือ นักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง จากเดิมที่อาจตั้งคำถามว่า “วันนี้เราเห็นปลาอะไรบ้าง?” ไปสู่คำถามที่มีความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรในระยะยาวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร และกิจกรรมฟื้นฟูที่ดำเนินการอยู่ช่วยให้ระบบนิเวศดีขึ้นจริงหรือไม่

“สร้างบ้านปลา คืนชีวิตสู่ทะเล” เชื่อมภูมิปัญญาชุมชนกับวิทยาศาสตร์

     อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ “สร้างบ้านปลา คืนชีวิตสู่ทะเล” โดย ว่าที่พันตรี วัชรินทร์ แสวงการ เลขานุการ สมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการสร้างบ้านปลา วิถีชีวิตของสัตว์น้ำ และระบบนิเวศชายฝั่ง ก่อนเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมลงมือประกอบและนำบ้านปลาไปจัดวางในทะเล

     บ้านปลามีบทบาทในการเพิ่มพื้นที่หลบภัยและแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ทั้งปลา กุ้ง ปู หอย และสิ่งมีชีวิตอื่นในระบบนิเวศชายฝั่ง

     กิจกรรมดังกล่าวยังสะท้อนความสำคัญของการนำ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาทำงานร่วมกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Knowledge) เพราะการฟื้นฟูทรัพยากรจะมีโอกาสเกิดความต่อเนื่องมากขึ้นเมื่อชุมชนเป็นทั้งผู้ร่วมออกแบบ ผู้ถ่ายทอดความรู้ และผู้ลงมือปฏิบัติ

     นักท่องเที่ยวยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ รวมถึงเรื่องราวของม้าน้ำและสิ่งมีชีวิตชายฝั่งที่ชุมชนให้ความสำคัญในการดูแล สะท้อนหลักคิดว่า ธรรมชาติที่สมบูรณ์และชุมชนที่เข้มแข็งต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน

Silver Gen เปลี่ยนบทบาทจากนักท่องเที่ยวสู่ผู้ร่วมฟื้นฟูธรรมชาติ

     โปรแกรม Nature Positive Tour ยังเปิดพื้นที่ให้กลุ่มนักท่องเที่ยววัยเกษียณศักยภาพสูง หรือ Silver Gen Travelers จำนวน 16 คน จากคณะศิษย์เก่า โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก รุ่นพะยอม 18–20 ซึ่งประกอบด้วยผู้มีประสบการณ์จากหลากหลายอาชีพ อาทิ ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักการธนาคาร ผู้ประกอบการ และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม

     ผู้เข้าร่วมให้ความสนใจกับรูปแบบการท่องเที่ยวที่นำวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และการจัดการทรัพยากรทางทะเลของชุมชนมาผสานเข้าด้วยกัน พร้อมร่วมกิจกรรมอนุรักษ์และสนับสนุนทุนทรัพย์เพื่อกิจกรรมอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งของชุมชน

     แนวทางดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของ Silver Economy ที่สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์และกำลังซื้อของนักท่องเที่ยววัยเกษียณเข้ากับการสร้างคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้การเดินทางไม่ได้จบลงเพียงการพักผ่อน แต่เกิดการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูพื้นที่ปลายทาง

“การอนุรักษ์” ต้องสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน

     นายอำพล ธานีครุฑ (ผู้ใหญ่หรั่ง) นายก สมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดบทเรียนจากการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ บ้านเกาะพิทักษ์ จังหวัดชุมพร โดยเน้นว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนไม่ควรเริ่มต้นจากการสร้างกิจกรรมหรือที่พักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างความรู้และปรับทัศนคติของคนในชุมชนให้เห็นความสำคัญของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

     เนื่องจากธรรมชาติเป็นฐานสำคัญของวิถีชีวิต อาหาร อาชีพ และรายได้จากการท่องเที่ยว การอนุรักษ์จึงควรสร้างผลลัพธ์ที่ชุมชนสามารถมองเห็นและจับต้องได้

    เมื่อชุมชนสามารถดูแลทรัพยากรให้มีคุณภาพ พื้นที่มีความน่าสนใจ นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และรายได้กระจายกลับสู่ครัวเรือนและผู้ประกอบการ คนในพื้นที่ก็จะเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง การอนุรักษ์ธรรมชาติ คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน

     แนวคิดนี้จึงเป็นหัวใจของ Community-based Tourism เพราะการอนุรักษ์ไม่ควรเป็นภาระของชุมชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องสร้างแรงจูงใจและประโยชน์ที่ทำให้คนในพื้นที่ต้องการรักษาทรัพยากรด้วยตนเอง

เชื่อม Biodiversity กับ Carbon Neutral Tourism

     Nature Positive Tour ยังเชื่อมโยงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity เข้ากับ Carbon Neutral Tourism และแนวทาง Net Zero Tourism เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกัน

     ตลอดโปรแกรมจึงส่งเสริมการลดผลกระทบจากการท่องเที่ยว ตั้งแต่การพกกระบอกน้ำส่วนตัวเพื่อลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว การเลือกใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสมกับระบบนิเวศทางทะเล การดำน้ำโดยไม่สัมผัสหรือรบกวนสิ่งมีชีวิต การรับประทานอาหารแบบ “ปิ่นโตรักษ์โลก” เพื่อลดบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการเลือกอาหารทะเลจากประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

     แนวทางดังกล่าวต่อยอดจากงานวิจัยด้าน Nature-based Solutions (NbS) และ Net Zero Tourism Pathway ที่มุ่งประเมินและลด Carbon Footprint จากกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล ควบคู่กับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและพัฒนาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การท่องเที่ยว

    ดังนั้น Nature Positive Tourism จึงไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า “จะท่องเที่ยวอย่างไรให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลง?” แต่ขยับไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “จะท่องเที่ยวอย่างไรให้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศดีขึ้นไปพร้อมกัน?”

ชุมพรกับก้าวใหม่ของ Regenerative Tourism

      การเปิดตัว Nature Positive Tour ที่บ้านท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร จึงเป็นการทดลองนำแนวคิดการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกมาสู่การปฏิบัติจริง โดยผสาน การท่องเที่ยวโดยชุมชน งานวิจัย วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง eDNA การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูระบบนิเวศ Carbon Neutral Tourism และ Net Zero Tourism เข้าไว้ในประสบการณ์เดียว

     สาระสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่การลดผลกระทบจากการเดินทาง แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของนักท่องเที่ยวจาก “ผู้มาเยือน” เป็น “ผู้มีส่วนร่วม” และ “ผู้ร่วมฟื้นฟู” ขณะที่ชุมชนทำหน้าที่เป็นทั้งเจ้าของพื้นที่ ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ และผู้ร่วมกำหนดทิศทางการจัดการทรัพยากร

     เมื่อการท่องเที่ยวสามารถสร้างทั้งรายได้ ความรู้ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และการฟื้นฟูระบบนิเวศไปพร้อมกัน Nature Positive Tour จึงสะท้อนทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่กำลังขยับจาก Sustainable Tourism ไปสู่ Regenerative Tourism โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้หลังจากนักท่องเที่ยวเดินทางกลับไปแล้ว ธรรมชาติ ชุมชน และเศรษฐกิจในพื้นที่ยังคงได้รับคุณค่าที่ดีขึ้นจากการเดินทางครั้งนั้น

     Nature Positive Tour ที่บ้านท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร เป็นโปรแกรมท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกที่ผสานการท่องเที่ยวโดยชุมชน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูระบบนิเวศ eDNA วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง Carbon Neutral Tourism และ Regenerative Tourism โดยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมฟื้นฟูทะเลและเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อศึกษาดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *