เทศบาลตำบลเตาปูน จ.แพร่ เดินหน้าป้องกันโรค NCDs เชื่อมเครือข่าย Caregiver สร้างระบบสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืน

Reading Time: 3 minutes

“เตาปูนโมเดล” ต้นแบบจัดการโรค NCDs ใช้ข้อมูลสุขภาพขับเคลื่อนชุมชน สร้างนวัตกรรม “ดอกไม้ 3 สี” เชื่อม Caregiver และภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ระบบสุขภาวะยั่งยืน

     แพร่ – เทศบาลตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เดินหน้าพัฒนาระบบสุขภาพเชิงรุกรับมือสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases : NCDs) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนา “เตาปูนโมเดล” (Taopoon Model) ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลสุขภาวะของประชาชนเป็นฐานในการกำหนดนโยบายและออกแบบนวัตกรรมด้านสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) การจัดตั้งสถานีสุขภาพประจำหมู่บ้าน และการต่อยอดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย และลดปัจจัยเสี่ยงของโรค NCDs อย่างยั่งยืน

     ปัจจุบัน ตำบลเตาปูน มีประชากรจำนวน 4,778 คน แต่พบผู้ป่วยโรคเบาหวานแล้ว 270 คน และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากกว่า 700 คน ขณะที่ข้อมูลด้านสุขภาวะยังสะท้อนว่าประชาชนมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายด้าน โดยมีผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำร้อยละ 34.86 ผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 21.31 รวมถึงยังมีพฤติกรรมบริโภคอาหารรสหวาน มัน และเค็มในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเรื้อรังอื่น ๆ

     จากสถานการณ์ดังกล่าว เทศบาลตำบลเตาปูนจึงเร่งพัฒนาระบบสุขภาพเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ตำบลสุขภาวะ” โดยมุ่งสร้างระบบป้องกันโรคก่อนการรักษา ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยบริการสาธารณสุข ภาคประชาชน อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคีในพื้นที่

     การดำเนินงานดังกล่าวเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 หลังเทศบาลตำบลเตาปูนเข้าร่วมเครือข่าย ตำบลสุขภาวะ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพ การพัฒนาตัวชี้วัด และกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ส่งผลให้พื้นที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพเชิงลึก และออกแบบมาตรการป้องกันโรคได้ตรงกับบริบทของประชาชนในพื้นที่

ปรับจาก “รักษา” สู่ “ป้องกัน” ด้วยระบบสุขภาพเชิงรุก

     นางฟารียา ช้อนกลาง รักษาการผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลเตาปูน เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพของพื้นที่ คือการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งสร้างภาระต่อ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่รับผิดชอบประชาชนทั้ง 9 หมู่บ้าน

     ด้วยเหตุนี้ เทศบาลตำบลเตาปูนจึงปรับแนวทางการดำเนินงานจากระบบที่มุ่งเน้นการรักษาผู้ป่วยหลังเกิดโรค มาเป็นระบบการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับบุคลากรสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้นำชุมชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังสุขภาพที่เข้มแข็งตั้งแต่ระดับครัวเรือน

     แนวทางดังกล่าวทำให้การดูแลสุขภาพของประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเข้ารับบริการในสถานพยาบาล แต่ขยายสู่การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน เพื่อป้องกันการเกิดโรคตั้งแต่ต้นทาง

 

นวัตกรรม “ดอกไม้ 3 สี” เครื่องมือสื่อสารความเสี่ยงโรค NCDs ให้ประชาชนเข้าใจสุขภาพของตนเอง

     หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญที่ทำให้ “เตาปูนโมเดล” ได้รับการยอมรับ คือ “ดอกไม้ 3 สี” ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เทศบาลตำบลเตาปูนพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases : NCDs) ให้ประชาชนสามารถรับรู้สถานะสุขภาพของตนเองได้อย่างง่ายและนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเหมาะสม

    นางฟารียา ช้อนกลาง รักษาการผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลเตาปูน กล่าวว่า นวัตกรรมดังกล่าวใช้ผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเกณฑ์แบ่งกลุ่มประชาชนออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  • ดอกไม้สีเขียว หมายถึง กลุ่มที่มีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ดอกไม้สีเหลือง หมายถึง กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
  • ดอกไม้สีแดง หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องได้รับการดูแลและติดตามอย่างต่อเนื่อง

    การใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่ายช่วยให้ประชาชนสามารถประเมินสถานะสุขภาพของตนเองได้ทันที ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวในการดูแลสุขภาพ ลดพฤติกรรมเสี่ยง และร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์ในการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง

“สถานีสุขภาพ” ครบทุกหมู่บ้าน สร้างการดูแลสุขภาพจากคนในชุมชน

     เพื่อให้การป้องกันโรคเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดกับประชาชน เทศบาลตำบลเตาปูนได้จัดตั้ง “สถานีสุขภาพ” ครบทั้ง 9 หมู่บ้าน ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสุขภาพของชุมชน

     สถานีสุขภาพแต่ละแห่งเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมกันเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และติดตามข้อมูลสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่ ทำให้การเฝ้าระวังโรคและการส่งต่อผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

     นอกจากเป็นพื้นที่ให้บริการด้านสุขภาพแล้ว สถานีสุขภาพยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพของชุมชน เช่น การออกกำลังกาย การให้ความรู้เรื่องโภชนาการ การควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ

เครือข่าย Caregiver ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงแบบ One Stop Service

     อีกหนึ่งกลไกสำคัญของ “เตาปูนโมเดล” คือการจัดตั้งเครือข่าย อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver : CG) จำนวน 27 คน เพื่อดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน และผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

     Caregiver ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานด้านสุขภาพแบบ One Stop Service ตั้งแต่การติดตามการรักษา การประสานการนัดหมายกับหน่วยบริการสาธารณสุข การดูแลสุขอนามัย การประเมินสภาพร่างกาย ตลอดจนการให้คำแนะนำแก่สมาชิกในครอบครัว เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องแม้อยู่ที่บ้าน

     ระบบดังกล่าวช่วยลดภาระของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และทำให้ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างทั่วถึง

 

 

ทีม “Care D ทำดีไม่อายใคร” เติมเต็มการดูแลถึงบ้าน

     นอกจากเครือข่าย Caregiver แล้ว เทศบาลตำบลเตาปูนยังจัดตั้งทีมอาสา “Care D ทำดีไม่อายใคร” ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง

     ภารกิจของทีมประกอบด้วย

  • ปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในบ้าน
  • เปลี่ยนเตียงและอุปกรณ์ที่จำเป็น
  • ดูแลแผลกดทับ
  • ประเมินความปลอดภัยภายในบ้าน
  • สนับสนุนการดำรงชีวิตประจำวัน
  • ประสานการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

     การทำงานเชิงรุกดังกล่าวช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมแม้จะอยู่ห่างไกลจากสถานพยาบาล

สสส. หนุนใช้ข้อมูลสุขภาวะออกแบบนโยบายและนวัตกรรมชุมชน

     นางฟารียา ช้อนกลาง กล่าวว่า ความสำเร็จของการดำเนินงานเกิดจากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่าน สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) ซึ่งสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพ และกระบวนการพัฒนาตัวชี้วัดสุขภาวะ

     ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อค้นหาปัญหาสุขภาพที่แท้จริงของพื้นที่ ก่อนนำไปกำหนดนโยบาย วางแผนพัฒนาระบบบริการ และออกแบบนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน ส่งผลให้การดำเนินงานด้านสาธารณสุขมีความแม่นยำและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น

ผลักดันศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน สืบสานการแพทย์แผนไทย

     ในระยะต่อไป เทศบาลตำบลเตาปูนอยู่ระหว่างผลักดันการจัดตั้ง ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยของชุมชน

     ศูนย์ดังกล่าวมีเป้าหมายในการ

  • รวบรวมตำรับสมุนไพรสำหรับ 12 กลุ่มโรค
  • จัดตั้งคลังสมุนไพรของชุมชน
  • ส่งเสริมการใช้สมุนไพรควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน
  • ถ่ายทอดองค์ความรู้จากหมอพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยจิตอาสา
  • พัฒนาหลักสูตรผ่านกิจกรรมของโรงเรียนผู้สูงอายุ

     แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพของประชาชน และสร้างการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพในระดับชุมชน

“แนวทางทั้งหมดเป็นการจัดการสุขภาพบนฐานความร่วมมือของภาครัฐ ภาคประชาชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนของคนตำบลเตาปูน”
— นางฟารียา ช้อนกลาง รักษาการผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลเตาปูน

นายกเทศมนตรีตำบลเตาปูน เดินหน้ายกระดับระบบสาธารณสุข ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการ

     นายณัฐพล ทองไหล นายกเทศมนตรีตำบลเตาปูน กล่าวว่า เทศบาลตำบลเตาปูนให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสาธารณสุขเชิงรุก โดยมุ่งสร้างระบบบริการที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เริ่มจากการผลักดันให้มี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 2 แห่ง เพื่อกระจายการให้บริการ ลดข้อจำกัดด้านการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

     การเพิ่มหน่วยบริการปฐมภูมิทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจรักษา การคัดกรองโรค การส่งเสริมสุขภาพ และการติดตามผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases : NCDs) ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงมากขึ้น

     นายณัฐพล กล่าวว่า การพัฒนาระบบสุขภาพของตำบลเตาปูนไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาผู้ป่วยเมื่อเกิดโรค แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืน

“ผมภาคภูมิใจในตำบลเตาปูนบ้านเกิดของผม แม้เราจะเป็นพื้นที่ห่างไกล แต่เราตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ประชาชนของเราด้อยกว่าคนในเมือง เราผลักดันการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมาอยู่ในการดูแลของเทศบาล เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่บ้านเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตำบลเตาปูนที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2547 คือการมุ่งสู่ความมั่งคั่ง ความยั่งยืน และความเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิตประชาชน” นายณัฐพล กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “เตาปูนโมเดล” สำเร็จจากการพัฒนาต่อเนื่องกว่า 10 ปี

     ด้าน นายปวัน พรหมตัน ผู้จัดการศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า ความสำเร็จของ “เตาปูนโมเดล” ไม่ได้เกิดขึ้นจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการพัฒนาระบบสุขภาวะของพื้นที่อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี จนสามารถเชื่อมโยงทุกภาคส่วนของชุมชนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ

     นายปวัน กล่าวว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จประกอบด้วย 5 มิติสำคัญ ได้แก่

1. ใช้ข้อมูลเป็นฐานการพัฒนา (Data-driven Development)

     ใช้ข้อมูลด้านสุขภาพ ข้อมูลทุนทางสังคม และข้อมูลปัญหาของพื้นที่ เป็นฐานในการกำหนดนโยบาย วางแผน และติดตามผล ทำให้ทุกมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์จริงของชุมชน

2. กลไกการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง

     เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคลากรสาธารณสุข ภาคประชาชน และภาคีเครือข่าย เข้ามามีบทบาทในฐานะ “หุ้นส่วนการพัฒนา” มากกว่าการเป็นเพียงผู้รับบริการ

3. เครือข่ายทางสังคมที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน

    กำหนดบทบาทของหน่วยงานและเครือข่ายต่าง ๆ อย่างชัดเจน ทั้งเทศบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) และประชาชน ทำให้เกิดการทำงานที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

4. นวัตกรรมและการเรียนรู้ตลอดเวลา

     พื้นที่มีการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้ง “ดอกไม้ 3 สี” สถานีสุขภาพ ระบบฐานข้อมูลสุขภาวะ และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กร

5. ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง

     การมีผู้นำท้องถิ่นและผู้นำชุมชนที่มีวิสัยทัศน์ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพมีความต่อเนื่อง สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

“เตาปูนโมเดล” ต้นแบบสุขภาวะที่ชุมชนอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้

     นายปวัน กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 5 มิติได้หลอมรวมจนเกิดเป็นระบบบริหารจัดการสุขภาวะที่เข้มแข็ง สามารถใช้ข้อมูลกำหนดทิศทางการพัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายทุกภาคส่วน สร้างนวัตกรรม และยกระดับศักยภาพของประชาชนไปพร้อมกัน

     ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยให้การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังทำให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้อย่างยั่งยืน

“การมีกลไกที่ดี เปรียบเสมือนฐานสำคัญที่ทำให้ทุกหน่วยงานสามารถนำปัญหาและทรัพยากรมาร่วมกันบริหารจัดการ จนเกิดการพัฒนาในรูปแบบของหุ้นส่วนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีส่วนร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป” นายปวัน กล่าว

สรุป

     “เตาปูนโมเดล” สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่สามารถอาศัยเพียงการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดโรค แต่ต้องเริ่มจากการสร้างระบบสุขภาพเชิงรุกที่ใช้ ข้อมูล (Data) เป็นฐานในการตัดสินใจ เชื่อมโยงความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยบริการสาธารณสุข ภาคประชาชน อาสาสมัคร และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

     การพัฒนานวัตกรรมอย่าง “ดอกไม้ 3 สี” การจัดตั้ง สถานีสุขภาพ การสร้างเครือข่าย Caregiver และการผลักดัน ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน เป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการสุขภาวะที่ตอบโจทย์ปัญหาของพื้นที่อย่างแท้จริง จนทำให้ตำบลเตาปูนก้าวสู่การเป็น ต้นแบบการจัดการสุขภาพชุมชน ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *