สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด จับมือ ซีเอ็ดยูเคชั่น เซ็น MOU เปิดตัวชุดทดสอบภาษาอังกฤษ Oxford Test of English ยกระดับคุณภาพการประเมินภาษาอังกฤษของไทยสู่สากล

Reading Time: 3 minutes

ภาพที่ 1 พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด และบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)

สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด จับมือ ซีเอ็ดยูเคชั่น เซ็น MOU ร่วมกันยกระดับคุณภาพการประเมินภาษาอังกฤษของประเทศไทยสู่สากล เปิดตัวชุดทดสอบภาษาอังกฤษ Oxford Test of English (OTE) ปรับวิทยฐานะครูผู้สอน โดยศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center: HCEC) และการใช้ผลการทดสอบในระบบการสอบ TCAS สำหรับการวัดผลนักเรียนระดับมัธยมปลาย เพื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ภาพที่ 2 นายเจโรล ไช ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford University Press: OUP)

นายเจโรล ไช ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford University Press: OUP) ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกกล่าวถึงอนาคตของการเรียนภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 21 ว่า “ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเชื่อมโยงระดับโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน ภาษาอังกฤษนับเป็นเครื่องมือสื่อสารหลักที่เชื่อมโยงผู้คนทุกวงการจากประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน ดังนั้น การเรียนการสอนภาษาอังกฤษจึงมิได้จำกัดเฉพาะไวยากรณ์ หรือคำศัพท์อีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมถึง “ทักษะการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร” อย่างมีประสิทธิภาพในบริบทที่หลากหลาย และต้องเป็นการเรียนรู้เพื่อการใช้งานอย่างมั่นใจ เข้าใจ และนำไปสู่การสร้างคุณค่าใหม่ให้กับตนเองและสังคมในระดับที่กว้างไกลกว่าที่เคย”
“เนื่องจาก สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด (OUP) มีพันธกิจมุ่งสนับสนุนเป้าหมายของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เพื่อสร้างความเป็นเลิศทางด้านการวิจัย งานวิชาการและการศึกษาผ่านการจัดพิมพ์ระดับสากล ผนวกกับความเชื่อที่มีต่อการศึกษาว่าจะเป็นพลังที่สร้างโอกาสและเข้าถึงได้แบบไร้ข้อจำกัดใดๆ ซึ่งพันธกิจนี้ทำให้เราได้ร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ ตลอดจนบรรดาสถาบันศึกษาทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัยและนักการศึกษา เพื่อให้การสนับสนุนและฝึกอบรมคณาจารย์ ร่วมกันทำการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรต่างๆ อย่างมากมาย
ในครั้งนี้ ต้องถือเป็นอีกก้าวที่ OUP ภาคภูมิใจกับการเปิดตัว Oxford Test of English (OTE) ซึ่ง OUP ได้ออกแบบให้เป็นชุดทดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษทั้ง “ฟัง พูด อ่าน เขียน” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ เพื่อนำมาใช้ประเมินทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับกรอบ CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางในการวัดทักษะทางภาษาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ Oxford Test of English ได้รับการออกแบบให้สะท้อนสถานการณ์การใช้ภาษาในชีวิตจริง และใช้ระบบการสอบแบบปรับตามความสามารถของผู้สอบ (Adaptive Testing) เพื่อแจกจ่ายชุดคำถามตามระดับความสามารถของผู้รับการทดสอบโดยอัตโนมัติส่งผลให้ผลลัพธ์มีความแม่นยำมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดในการสอบที่สำคัญ Oxford Test of English ใช้เวลาทดสอบประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น นับว่าสั้นกว่าแบบทดสอบภาษาอังกฤษอื่น ๆ หลายชุด และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับแบบทดสอบสากลอื่นๆ อีกทั้งสามารถใช้ผลสอบได้ทั้งในการศึกษาต่อ การสมัครงาน หรือการประเมินผลทางวิชาการในระดับต่าง ๆ อีกด้วย” นายเจโรล กล่าว

ภาพที่ 3 ดร.ณัฐริน เจริญเกียรติบวร ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานการพัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ

ขณะที่ ดร.ณัฐริน เจริญเกียรติบวร ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานการพัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ กล่าวถึงการยกระดับคุณภาพการประเมินภาษาอังกฤษของประเทศไทยว่า
“การเปิดตัวชุดทดสอบ Oxford Test of English โดย สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด (OUP) ในประเทศไทยถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะช่วยยกระดับระบบการศึกษาของประเทศไทยไปสู่ความเป็นสากล และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนในประเทศไทยได้เข้าถึงเครื่องมือการประเมินผลภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพ เที่ยงตรง และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ยังจะมีส่วนสนับสนุนการใช้ Oxford Test of English ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอบรมครู การวิจัยเชิงนโยบาย และการเชื่อมโยงผลการประเมินกับการวางแผนพัฒนาการเรียนการสอนในภาพรวม เพื่อให้การประเมินนี้ไม่ใช่เพียง “ปลายทาง” ของกระบวนการเรียนรู้ แต่กลายเป็น “ต้นทาง” ของการพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงทั้งของครูและนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเอื้อต่อการปรับวิทยฐานะครูผู้สอน โดยศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center: HCEC)
ขณะเดียวกัน Oxford Test of English ยังสามารถใช้เป็น “เครื่องมือทางวิชาการสำหรับครู” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผลสอบที่แสดงระดับความสามารถของผู้เรียนตามกรอบ CEFR จะช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม โดยไม่ต้องพึ่งพาวิธีการสอนแบบ “ชุดเดียวใช้กับทุกคน” ที่มักเป็นข้อจำกัดในระบบเดิม และการใช้ผลการทดสอบในระบบการสอบ TCAS สำหรับการวัดผลนักเรียนระดับมัธยมปลาย เพื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการฟังและการพูด ซึ่งเป็นทักษะที่มักถูกมองข้ามในการสอบแบบเดิม โดยการประเมินในรูปแบบที่สอดคล้องกับบริบทจริง จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนา”

ภาพที่ 4 รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

และผู้จัดการระบบ TCAS สภาอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (CUPT)

ทางด้าน รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และผู้จัดการระบบ TCAS สภาอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (CUPT) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกระบวนการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า
“การยกระดับการประเมินผลภาษาอังกฤษด้วยชุดทดสอบที่ได้รับการพัฒนาโดยองค์กรวิชาการระดับโลกอย่าง Oxford University Press (OUP) นับเป็นโอกาสที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชุดทดสอบอย่าง Oxford Test of English ซึ่งได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานสากลอย่าง CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ซึ่งเป็นกรอบอ้างอิงความสามารถทางภาษาของสหภาพยุโรปที่มหาวิทยาลัยทั่วโลกต่างยอมรับ
ทั้งนี้ การนำผลสอบภาษาอังกฤษที่มีมาตรฐานสากลมาใช้ประกอบในระบบ TCAS จึงย่อมจะช่วยสร้างความเท่าเทียม และความโปร่งใสให้กับผู้สมัครทุกคน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติหรือสาขาที่มีความจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถใช้ผลคะแนน Oxford Test of English เป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณารับเข้าศึกษาในรูปแบบที่ยืดหยุ่นและมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
รศ.ดร.ชาลี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในระยะยาว หากเราสามารถสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อบูรณาการผลสอบภาษาอังกฤษจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น OUP เข้ากับระบบ TCAS ได้อย่างเหมาะสมก็นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการคัดเลือก และช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนในประเทศไทยมีแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา”
นอกจากนี้ เพื่อการมุ่งยกระดับคุณภาพการประเมินภาษาอังกฤษของประเทศไทยสู่สากล สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด และ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) รวมทั้งได้มีพิธีลงนามจากสถานศึกษา และองค์กรที่ตอบรับการเป็นศูนย์สอบของ Oxford Test of English อีกด้วย

ภาพที่ 5 นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงการลงนามใน MOU ร่วมกับ สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ครั้งนี้ว่า “ซีเอ็ดยูเคชั่นมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้และการประเมินภาษาอังกฤษของประเทศไทย ด้วยการแนะนำและขับเคลื่อนชุดการประเมินของ Oxford Test of English ในวงการศึกษาของไทย จากความเชื่อมั่นใน 3 คุณลักษณะที่สำคัญของ Oxford Test of English คือ 1.) มาตรฐานระดับโลกจาก OUP ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูงสุดทั้งในด้านภาษาและการศึกษา 2.) รูปแบบการสอบที่ยืดหยุ่น ทันสมัย เป็นมิตรกับผู้สอบโดยเฉพาะระบบออนไลน์ที่สามารถวัดผลด้าน “ฟัง พูด อ่าน เขียน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.) เหมาะสมกับบริบทการศึกษาไทยที่ต้องการเครื่องมือวัดระดับภาษาอังกฤษที่มีความแม่นยำ เชื่อถือได้ และสามารถนำไปต่อยอดได้ในระดับมหาวิทยาลัย หรือในเวทีอาชีพระดับนานาชาติ โดยเป็นแบบทดสอบนี้ได้รับการออกแบบโดยอิงกับกรอบ CEFR”
ด้วยประสบการณ์กว่า 40 ปีของซีเอ็ด ในฐานะผู้นำด้านการจัดจำหน่ายหนังสือและสื่อการเรียนรู้ พร้อมเครือข่ายร้านหนังสือทั่วประเทศกว่า 100 สาขา รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่เข้าถึงผู้เรียนและครูในทุกภูมิภาค ซึ่งจะเอื้อให้บริษัทฯ มีศักยภาพในการขยายผลการใช้ Oxford Test of English อย่างกว้างขวางและเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน หรือสถาบันกวดวิชา อีกทั้งยังมีศูนย์ฝึกอบรมที่สามารถรองรับการจัดอบรมครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาในการทำความเข้าใจแนวทางการใช้แบบทดสอบดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนอกจากความสามารถในการจัดจำหน่ายแล้ว ซีเอ็ด ยังมีศักยภาพด้านการพัฒนาเนื้อหาและสื่อประกอบการเรียนรู้ที่ทันสมัย ซึ่งสามารถสนับสนุนให้ Oxford Test of English มิได้เป็นเพียงการสอบ หากแต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมผู้เรียนให้เติบโตไปพร้อมกับการประเมินผลอย่างมีคุณภาพ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างมาตรฐานการศึกษาระดับโลกกับผู้เรียนในประเทศไทย และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา และองค์กรวิชาชีพ เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพทางภาษาอังกฤษของคนไทยในทุกมิติ”

Fact Sheet
แบบทดสอบ Oxford Test of English (OTE)
แบบทดสอบ Oxford Test of English (OTE) เป็นแบบทดสอบที่ได้รับการออกแบบโดย สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด (Oxford University Press: OUP) เพื่อให้เป็นชุดทดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษที่พัฒนาทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง การอ่าน การพูด และการเขียน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์และการวัดผลภาษา เพื่อให้สามารถประเมินทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ แบบทดสอบแต่ละส่วนได้รับการออกแบบให้สะท้อนสถานการณ์การใช้ภาษาในชีวิตจริง พร้อมทั้งใช้ระบบการสอบแบบปรับตามความสามารถของผู้สอบ (Adaptive Testing) ที่ช่วยให้แต่ละคนได้รับชุดคำถามตามระดับความสามารถของตนเองโดยอัตโนมัติส่งผลให้ผลลัพธ์มีความแม่นยำมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดในการสอบและใช้เวลาทดสอบประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น นับว่าสั้นกว่าแบบทดสอบภาษาอังกฤษอื่น ๆ หลายชุดที่มักใช้เวลานานกว่า
นอกจากนี้ Oxford Test of English ยังสอดคล้องกับแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารจริง ไม่ใช่เพียงเพื่อสอบแข่งขันหรือท่องจำเชิงไวยากรณ์ การที่ผลการสอบของ Oxford Test of English เชื่อมโยงกับกรอบ CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางในการวัดทักษะทางภาษาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ CEFR แบ่งระดับความสามารถออกเป็น 4 ระดับตั้งแต่ A2 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้น ไปจนถึง C1 โดยระดับ B1 และ B2 มักเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ในการศึกษาต่อหรือสมัครงานในหลายประเทศ เนื่องจากการอิงกับ CEFR ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและประเมินความสามารถทางภาษาของตนเองได้อย่างชัดเจน รวมถึงช่วยให้สถาบันการศึกษาและนายจ้างสามารถเปรียบเทียบทักษะของผู้เรียนหรือผู้สมัครได้อย่างเท่าเทียมกันในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ CEFR จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่มีแนวโน้มในการนำกรอบอ้างอิงนี้มาใช้มากขึ้นในการประเมินผลและวางแผนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ

Fact Sheet
บริบทการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย
แม้จะมีความพยายามในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติประเทศไทยยังคงมีจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะในเรื่อง “การนำภาษาไปใช้ในสถานการณ์จริง” และผู้เรียนในประเทศไทยจำนวนมากสามารถทำข้อสอบได้ดีในระดับทฤษฎี แต่กลับขาดความมั่นใจเมื่อจำเป็นต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ทั้งในการพูด การฟัง และการโต้ตอบกับเจ้าของภาษาหรือผู้ใช้ภาษาอังกฤษจากประเทศอื่น
นอกจากนี้ ยังพบว่า สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดอยู่ในระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ คือ
การฝึกฝนทักษะการสื่อสารเชิงรุก (Active Communication) เช่น การโต้แย้งอย่างมีเหตุผล การนำเสนอแนวคิด และการตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ ฯลฯ ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ได้รับการส่งเสริมอย่างเข้มข้นในระบบการศึกษาของหลายประเทศ แต่ยังไม่ปรากฏอย่างเด่นชัดในห้องเรียนภาษาอังกฤษของไทย
การบูรณาการภาษาอังกฤษกับทักษะในศตวรรษที่ 21 อื่นๆ เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีมข้ามวัฒนธรรม และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งทักษะเหล่านี้จำเป็นต้องถูกฝึกฝนผ่านกิจกรรมหรือโครงงานที่ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ใช่เพียงเพื่อการสอบผ่านในระดับใดระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ภาษาอังกฤษกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงองค์ความรู้และโอกาสระดับนานาชาติ เป็นไปได้ว่า ในอนาคต เทรนด์การทดสอบภาษาอังกฤษในประเทศไทยจะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ
การทดสอบจะมุ่งเน้นการประเมินแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทักษะฟัง พูด อ่าน และเขียน มากกว่าการวัดผลด้วยข้อสอบแบบเลือกตอบเพียงอย่างเดียว
การทดสอบจะสะท้อนบริบทการใช้ภาษาที่แท้จริง โดยเน้นการสื่อสาร การแก้ปัญหา และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในโลกยุคใหม่
เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทอย่างเด่นชัดในกระบวนการสอบ โดยเฉพาะการใช้ระบบการสอบแบบปรับตามระดับความสามารถของผู้สอบ (adaptive testing) การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยตรวจคำตอบทั้งในส่วนการเขียนและการพูด ตลอดจนการจัดสอบผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและความสะดวกให้กับผู้เรียนทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านการศึกษาของไทยก็เริ่มปรับแนวทางการวัดผลให้สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานสากลอย่าง CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ซึ่งช่วยให้ผลสอบสามารถนำไปใช้อ้างอิงในระดับนานาชาติได้
แบบทดสอบภาษาอังกฤษจะเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องมือคัดกรองไปสู่การเป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพ ผู้เรียน ครู และโรงเรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับที่สามารถนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนอย่างเหมาะสมมากขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนในการพัฒนารูปแบบการสอบที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และเป็นธรรมต่อผู้สอบทุกกลุ่ม

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *