กรมพลศึกษาขับเคลื่อน “จิตอาสากีฬา” สู่เครือข่ายชมรมออกกำลังกาย 8,041 แห่งทั่วประเทศ เกินเป้าหมาย 7,255 แห่ง

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของประชาชนทุกช่วงวัย ผ่าน “จิตอาสากีฬา” และ “ชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาประจำหมู่บ้าน” โดยจากเป้าหมายจัดตั้งชมรมนำร่อง 7,255 แห่ง ปัจจุบันมีการจัดตั้งแล้ว 8,041 แห่ง ครอบคลุม 76 จังหวัด พร้อมพัฒนาเครือข่ายภาคประชาชนให้เป็นกลไกสร้างสุขภาวะและวัฒนธรรมการออกกำลังกายอย่างยั่งยืน
กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมุ่งสร้างกลไกการมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับชุมชน ผ่านการพัฒนา “จิตอาสากีฬา” ควบคู่กับการจัดตั้ง “ชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาประจำหมู่บ้าน” เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกิจกรรมทางกาย การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา ได้แถลงแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว ณ ห้องประชุมบุญสม มาร์ติน สนามกีฬาแห่งชาติ โดยมี ดร.สุธน วิชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมพลศึกษา และ นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา ตลอดจนผู้บริหารกรมพลศึกษาเข้าร่วม พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมการออกกำลังกายให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย มุ่งสร้างสุขภาวะประชาชน
โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีเป้าหมายสำคัญในการปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปมีนิสัยรักการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต การสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และการมีสุขภาวะที่ดี ตลอดจนช่วยให้ประชาชนห่างไกลจากยาเสพติดและอบายมุข
ขณะเดียวกัน โครงการยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพด้านกีฬาได้รับการพัฒนาทักษะไปสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการกีฬาในระดับพื้นที่
“จิตอาสากีฬา” กลไกสำคัญจากประชาชนสู่การพัฒนาชุมชน
หนึ่งในกลไกสำคัญของการดำเนินงาน คือ การพัฒนา “จิตอาสากีฬา” ภายใต้ โครงการส่งเสริมอาสาสมัครกีฬาและผู้นำการออกกำลังกาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกรมพลศึกษาดำเนินการร่วมกับหน่วยราชการในพระองค์ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภายใต้คณะทำงานด้านการส่งเสริมการเล่นกีฬา การออกกำลังกาย และจิตอาสากีฬา
แนวคิดสำคัญของการพัฒนาจิตอาสากีฬา คือ การสร้างประชาชนที่มีความรู้ มีทักษะ และมีจิตสาธารณะ ให้สามารถทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในระดับพื้นที่ เชื่อมโยงนโยบายของภาครัฐไปสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน เป็นผู้นำกิจกรรมการออกกำลังกายและกีฬา ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับฐานราก
ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมพลศึกษาได้สนับสนุนการจัดอบรมจิตอาสากีฬาแล้วรวมทั้งสิ้น 10 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรม 1,396 คน แบ่งเป็นการอบรมโดยใช้งบประมาณของกรมพลศึกษา 6 รุ่น จำนวน 873 คน ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เชียงราย นครศรีธรรมราช ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และบึงกาฬ
ส่วนการอบรมที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีจำนวน 4 รุ่น รวม 523 คน ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด พิษณุโลก นนทบุรี และสมุทรปราการ สะท้อนถึงความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
หลักสูตรการอบรมได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและทักษะภาคปฏิบัติ ครอบคลุมภาวะผู้นำกิจกรรมและนันทนาการในวิถีชีวิตใหม่ หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อการประเมินและพัฒนาสมรรถภาพทางกาย การออกแบบกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ การบริหารจัดการโครงการและการสร้างเครือข่าย ตลอดจนความรู้ด้านกีฬาและการจัดการแข่งขันกีฬา
นอกจากนี้ ยังมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับจิตอาสาพระราชทาน สถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชกรณียกิจด้านกีฬา เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานด้านกีฬาและการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานตราสัญลักษณ์โครงการฯ
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราสัญลักษณ์โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประดิษฐานบนวุฒิบัตรของผู้ผ่านการอบรมจิตอาสากีฬา พร้อมสิ่งของพระราชทานแก่ผู้เข้ารับการอบรม
สิ่งดังกล่าวถือเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ผ่านการอบรมในการนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและชุมชนต่อไป
จากเป้าหมาย 7,255 ชมรม สู่การจัดตั้งแล้ว 8,041 แห่งทั่วประเทศ
อีกหนึ่งกลไกสำคัญของการส่งเสริมการออกกำลังกายในระดับชุมชน คือ การจัดตั้ง “ชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาประจำหมู่บ้าน” โดยในระยะแรกกรมพลศึกษากำหนดเป้าหมายจัดตั้งชมรมนำร่องอย่างน้อยตำบลละ 1 แห่ง รวม 7,255 แห่ง เพื่อสร้างพื้นที่และกลไกการมีส่วนร่วมด้านสุขภาพและกีฬาให้เกิดขึ้นใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการบูรณาการร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระดับพื้นที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่พลศึกษาของกรมพลศึกษาประจำอำเภอทำหน้าที่ประสานงาน อำนวยความสะดวก สนับสนุน และติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ยังมีจิตอาสากีฬาที่ผ่านการอบรม ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมของชมรมให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของแต่ละชุมชน
ผลจากการดำเนินงาน ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 กรมพลศึกษาได้รวบรวมข้อมูลการจัดตั้งชมรมจากเจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำอำเภอทั่วประเทศ พบว่ามีการจัดตั้ง ชมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาประจำหมู่บ้านแล้ว 8,041 แห่ง ครอบคลุม 76 จังหวัด สูงกว่าเป้าหมายเบื้องต้นที่กำหนดไว้ 7,255 แห่ง
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการตอบรับและความร่วมมือของพื้นที่ในการนำกีฬาและการออกกำลังกายมาเป็นเครื่องมือส่งเสริมสุขภาวะและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับชุมชน
กรมพลศึกษาจับมือกรุงเทพมหานคร ตั้งชมรมนำร่องครบ 50 เขต
นอกจากการดำเนินงานในส่วนภูมิภาค กรมพลศึกษายังให้ความสำคัญกับพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ โดยประสานความร่วมมือกับ กรุงเทพมหานคร ในการจัดตั้งชมรมนำร่องจำนวน 50 ชมรม ครบทั้ง 50 เขต
การดำเนินงานในกรุงเทพมหานครมุ่งพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมเมือง ซึ่งมีความแตกต่างทั้งด้านโครงสร้างประชากร พื้นที่สาธารณะ เวลา และรูปแบบการดำเนินชีวิตของประชาชน
เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย เติมองค์ความรู้ แหล่งทุน และโอกาสสู่ชุมชน
การผลักดันชมรมให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทของกรมพลศึกษา แต่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในระยะต่อไป กรมพลศึกษาจะพัฒนาฐานข้อมูลชมรมให้เป็นระบบ สามารถแบ่งปันและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายใต้คณะทำงานฯ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนและสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาให้สอดคล้องกับพันธกิจ กรอบอำนาจหน้าที่ และบริบทของแต่ละพื้นที่
แนวทางดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร แหล่งทุน และกลไกการบริหารจัดการเข้าสู่ชุมชน ทำให้ชมรมไม่เป็นเพียงพื้นที่จัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว แต่สามารถพัฒนาไปสู่ “ระบบการมีส่วนร่วมของชุมชน” ที่ประชาชนสามารถคิด วางแผน และร่วมกันดำเนินกิจกรรมด้านกีฬาและสุขภาพได้ด้วยตนเอง
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนชมรมที่เพิ่มขึ้น แต่คือการสร้างวัฒนธรรมที่ประชาชนมองการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมให้คนทุกกลุ่มและทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงกิจกรรมทางกายได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และสร้างชุมชนที่เข้มแข็งจากฐานราก
“จิตอาสากีฬา” สู่ความสำเร็จระดับประเทศ คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569
ความสำเร็จของการพัฒนาจิตอาสากีฬา ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครกีฬาและผู้นำการออกกำลังกายให้เป็นกลไกส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนทุกช่วงวัย ยังได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เมื่อ กรมพลศึกษา ได้รับ รางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม (PGA) ประจำปี 2569 ประเภทเลื่องลือขยายผล ระดับดี จากผลงาน “การขยายผลการพัฒนาคนสู่การพัฒนาชุมชน ต่อยอดการจัดการกีฬาชุมชนอย่างยั่งยืน (Sport Society)”
รางวัลดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งผลจากการดำเนินงานที่ใช้คนในชุมชนเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนา โดยเริ่มจากการสร้างผู้นำและจิตอาสากีฬา ก่อนต่อยอดไปสู่การขยายกิจกรรม การสร้างเครือข่าย และการบริหารจัดการกีฬาชุมชน เพื่อให้สามารถนำรูปแบบการดำเนินงานไปขยายผลในพื้นที่อื่นได้
จากจิตอาสากีฬา 1,396 คน สู่เครือข่ายชมรมกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ จึงเป็นภาพรวมของการดำเนินงานที่ประกอบด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และประชาชน เพื่อทำให้การออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเกิดขึ้นใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น
กรมพลศึกษายังคงเดินหน้าพัฒนากลไกดังกล่าวให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเปลี่ยนจากกิจกรรมเชิงรณรงค์ไปสู่การสร้างวัฒนธรรมการออกกำลังกายในสังคมไทย ให้ประชาชนมีสมรรถภาพทางกายที่ดี มีสุขภาวะที่แข็งแรง ชุมชนมีความเข้มแข็ง และสามารถร่วมกันสร้างสังคมแห่งการออกกำลังกายและกีฬาได้อย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนงาน คือการทำให้แนวคิด “กรมพลศึกษา ส่งเสริมการออกกำลังกายให้เป็นวิถีชีวิต เพื่อคนไทยมีสุขภาวะดี อย่างยั่งยืน” เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ของประเทศ และนำไปสู่การ “มอบความสุขให้มวลชน” ผ่านพลังของการออกกำลังกาย กีฬา และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างยั่งยืน
#กรมพลศึกษา #จิตอาสากีฬา #ชมรมส่งเสริมการออกกำลังกาย #ออกกำลังกาย #เล่นกีฬา #SportSociety #รางวัลเลิศรัฐ2569 #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #สุขภาวะ #กีฬาไทย
