“ดร.ณัฐวุฒิ” ให้ความเห็น “กล้าธรรม” พ้นวิปฝ่ายค้าน ชี้ไม่มีบทบัญญัติห้ามหนุนรัฐบาล

Reading Time: 2 minutes

“ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” มอง “กล้าธรรม” ถอนตัวฝ่ายค้าน เปิดทางเพิ่มเสียงสนับสนุนรัฐบาล

พรรคกล้าธรรมออกจากฝ่ายค้าน

     กรุงเทพฯ – 22 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน และประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมือง หลัง พรรคกล้าธรรม พ้นจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือ วิปฝ่ายค้าน โดยมองว่าการเปลี่ยนบทบาทของพรรคการเมืองดังกล่าวสามารถส่งผลต่อดุลเสียงในสภาผู้แทนราษฎร และอาจเพิ่มเสียงสนับสนุนให้ฝ่ายรัฐบาล

     สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่า ได้ปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน ภายหลังการลงมติในวาระสำคัญแตกต่างจากมติของฝ่ายค้าน โดยระบุว่าพรรคกล้าธรรมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 58 คน และจะยังประสานงานเพื่อคุ้มครองสิทธิของสมาชิกพรรคในการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้านชุดใหม่ประกอบด้วย 5 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทรวมพลัง

     สำหรับกระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรมอาจเข้าร่วมรัฐบาลที่มี พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ วันที่ 22 กันยายน 2569 ยังอยู่ในขั้นตอนการติดตามทางการเมือง โดยมีรายงานจากหลายสำนักข่าวว่าพรรคกล้าธรรมได้แสดงความจำนงขอถอนตัวจากวิปฝ่ายค้าน ขณะที่การเข้าร่วมรัฐบาลยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการในเวลาที่ตรวจสอบ

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวว่า ในมุมมองด้านกฎหมายมหาชน การที่พรรคการเมืองปรับเปลี่ยนบทบาททางการเมืองและไม่ได้ทำงานร่วมกับฝ่ายค้านสามารถพิจารณาได้ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและหลักการในระบอบรัฐสภา

     อย่างไรก็ตาม คำว่า “ฝ่ายค้านอิสระ” หรือการเปลี่ยนสถานะจากการทำงานร่วมกับฝ่ายค้านไปสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ควรแยกออกจากตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 106 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านไว้โดยเฉพาะ

     ในประเด็นกลไกตรวจสอบรัฐบาล ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านจะดำเนินการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 151 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขออภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ขณะที่การลงมติไม่ไว้วางใจต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร 

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม มองว่า หากจำนวนเสียงของฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น ย่อมมีผลต่อสมดุลทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะต่อการพิจารณากฎหมาย งบประมาณ และญัตติสำคัญต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงจริง ท่าทีของแต่ละพรรค และการลงมติในแต่ละวาระ

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังเชื่อมโยงสถานการณ์การเมืองกับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยระบุว่า ในฐานะนักลงทุน มองว่าความต่อเนื่องและความชัดเจนของนโยบายภาครัฐเป็นปัจจัยหนึ่งที่ภาคธุรกิจนำไปประกอบการตัดสินใจลงทุน พร้อมกล่าวถึงแผนธุรกิจของ บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ว่ามีแผนขยายธุรกิจและการจ้างงานในประเทศไทย

     ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด ที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ระบุว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท และมีการจดทะเบียนบริษัทในเครือหลายแห่งในเดือนสิงหาคม 2569 โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลด้านโครงสร้างธุรกิจที่สื่อรายงานแยกจากความเห็นทางการเมืองของ ดร.ณัฐวุฒิ

ดร.ณัฐวุฒิเตรียมร้องเรียนประเด็นการทำหน้าที่ของ กกต.

     นอกจากประเด็นพรรคกล้าธรรมแล้ว ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวถึงกรณี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำหน้าที่และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสำนวนการพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมระบุว่าเตรียมดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) และสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง

     ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความเห็นและข้อกล่าวอ้างของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรถือเป็นข้อยุติว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงกระทำผิดตามที่กล่าวหา

     สำหรับนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ มีตำแหน่งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง และเคยเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ว่า ตนเองเป็นหนึ่งในกรรมการการเลือกตั้งที่มีความเห็นเสียงข้างน้อยในกรณีการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุถึงการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในบางประเด็น

     ในด้านกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 42 กำหนดอำนาจของกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวน ไต่สวน หรือดำเนินคดีตามมาตรา 41 และให้อำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานเพื่อดำเนินการตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

     ขณะเดียวกัน กฎหมายกำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องอยู่บนหลักความสุจริต เที่ยงธรรม และปราศจากอคติ ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาการทำหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้งแต่ละคน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวพาดพิงถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุว่าตนเคยดำเนินการทางกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายสมชัย และยืนยันว่าจะเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมายในเรื่องที่ตนเห็นว่ามีเหตุให้ตรวจสอบ ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและการดำเนินการทางกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานและกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจ

กล่าวถึงมาตรา 185 และการตรวจสอบการแทรกแซงหน่วยงานรัฐ

     อีกประเด็นที่ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวถึง คือ มาตรา 185 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดข้อห้ามสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในการใช้สถานะหรือตำแหน่งเพื่อก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองในลักษณะที่รัฐธรรมนูญกำหนด

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า เตรียมดำเนินการตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของนักการเมืองบางราย โดยกล่าวถึง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการเมืองและการลงพื้นที่ ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างและความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ มิใช่ข้อยุติทางกฎหมาย

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในบริบทของการดำเนินการทางกฎหมายที่ตนระบุว่าจะเดินหน้า โดยไม่ได้มีการนำเสนอว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิด เนื่องจากการกล่าวอ้างหรือการเตรียมดำเนินคดีไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าบุคคลนั้นมีความผิด

มุมมองต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่า การเมืองและเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในมุมมองของนักลงทุนที่ต้องพิจารณาความต่อเนื่องของนโยบาย ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ และบรรยากาศการลงทุน พร้อมกล่าวถึงการลงทุนจากต่างประเทศและการสร้างตำแหน่งงานในประเทศไทย

     เขาระบุว่า บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG มีแผนขยายกิจการและตั้งเป้าการจ้างงานในอนาคตประมาณ 50,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่ผู้บริหารบริษัทกล่าวถึง และยังเป็นแผนทางธุรกิจ ไม่ใช่จำนวนการจ้างงานที่เกิดขึ้นแล้ว

     ส่วนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนหรือกิจกรรมของกลุ่มการเมืองนั้น ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่าต้องการให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยประเด็นดังกล่าวควรแยกจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการวินิจฉัยหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

     สถานการณ์ทางการเมืองหลังการปรับพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้านจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อ ทั้งในส่วนของโครงสร้างและจำนวนเสียงของฝ่ายค้าน การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับฝ่ายรัฐบาล ตลอดจนการใช้กลไกตรวจสอบรัฐบาลผ่านรัฐสภา โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 151 ซึ่งต้องอาศัยเสียง สส. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรในการเสนอญัตติ

     ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของขั้วการเมืองยังต้องติดตามว่าพรรคกล้าธรรมจะกำหนดสถานะและทิศทางการทำงานทางการเมืองอย่างไร รวมถึงผลต่อการลงมติในวาระสำคัญของสภาผู้แทนราษฎร และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *